1.1 ความสำคัญ และหลักการของกระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
เมื่อ กล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายต้องพึ่งพาและทำงานสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นระบบทุกระบบในร่างกายต้องทำงานสัมพันธ์กัน หากมีอวัยวะหรือระบบใดทำงานผิดปกติ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ
หลักการของกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆในร่างกาย มีแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้
1.รักษาอนามัยส่วนบุคคล ซึ่งการรักษาความสะอาดนอกจากช่วยป้องกันโรคภัยแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้น
2.บริโภคอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม โดยคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการและความสะอาด ปลอดภัย
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค
4.พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดและลดความเมื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ
5.ทำจิตในให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวลอีกอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย
6.หลีกเลี่ยงอบายมุขและสิ่งเสพติดให้โทษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนบั่นทอดสุขภาพและนำมาสู่โรคต่าง
7.ตรวจเช็คร่างกาย เช่น ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ เพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
1. ระบบประสาท (nervous system) คือ ระบบการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสัตว์ ทำให้สัตว์สามารถตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างรวดเร็ว ช่วยรวบรวมข้อมูลเพื่อให้สามารถ
ตอบสนองได้
ระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบ ประสาทส่วนกลาง(the central nervous system หรือ somatic nervous system ) เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งทำงานพร้อมกันทั้งในด้านกลไกและทางเคมีภายใต้
อำนาจ จิตใจ ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง โดยเส้นประสาทหลายล้านเส้นจากทั่วร่างกายจะส่งข้อมูลในรูปกระแสประสาทออก จากบริเวณศูนย์กลาง มีอวัยวะที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. สมอง(brain) เป็น ส่วนที่ใหญ่กว่าส่วนอื่นๆ ของระบบประสาทส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำกิจกรรมทั้งหมดของร่างกาย เป็นอวัยวะชนิดเดียวที่แสดงความสามารถด้านสติปัญญา
การทำกิจกรรมหรือการแสดงออกต่างๆ สมองของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สำคัญแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1.1 เซรีบรัมเฮมิสเฟียร์(cerebrum hemisphere) คือสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมที่ซับซ้อนเกี่ยวกับความรู้สึกและอารมณ์ ควบคุมความคิด ความจำ และความเฉลียวฉลาด
เชื่อมโยงความรู้สึกต่างๆ เช่น การได้ยิน การมองเห็น การรับกลิ่น การรับรส การรับสัมผัส เป็นต้น
1.2 เมดัลลาออบลองกาตา(medulla oblongata) คือส่วนที่อยู่ติดกับไขสันหลัง ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การไอ การจาม
การกะพริบตา ความดันเลือด เป็นต้น
1.3 เซรีเบลลัม(cerebellum) คือสมองส่วนท้าย เป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ เช่น การเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน เป็นต้น
2.ไขสันหลัง (spinal cord) เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่ทอดยาวจากสมองไปภายในโพรงกระดูกสันหลัง กระแสประสาทจากส่วนต่างๆ ของร่างกายจะผ่านไขสันหลัง มีทั้งกระแสประสาทเข้า
และกระแสประสาทออกจากสมอง และกระแสประสาทที่ติดต่อกับไขสันหลังโดยตรง
ระบบประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทรอบนอก ( peripheral nervous system หรือ PNS) ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง (cranial nerve) และเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system หรือ ANS)
1.เส้นประสาทสมองมีอยู่ 12 คู่ ทอดผ่านจากรูสมองไปเลี้ยงส่วนต่างๆของกะโหลก
2.เส้นประสาทไขสันหลังมีอยู่ 31 คู่ ออกจากไขสันหลังไปส่วนต่างๆในร่างกาย
3. ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือ ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบระบบประสาทอัตโนมัติ
2 การทำงานของระบบประสาท
ระบบ ประสาทเป็นระบบที่ทำงานประสานกันกับระบบกล้ามเนื้อ เช่น ขณะที่นักเรียนอ่านเนื้อหาของบทเรียนนี้อยู่นั้น ระบบประสาทในร่างกายของนักเรียนกำลังแยกการทำงานอย่างหลากหลาย โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที เริ่มจากการควบคุมกล้ามเนื้อตาให้กลอกไปมา ซ้ายขวาจอภาพของตาก็จะส่งข้อมูลไปเรียบเรียงที่สมองและเก็บบางส่วนไว้ใน หน่วยความจำ พร้อมทั้งสมองยังสามารถเรียกความทรงจำเก่าๆออกมาใช้ เพื่อให้รับข้อมูลใหม่ๆได้ยิ่งขึ้น
3 การบำรุงรักษาระบบประสาท
1. ระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณศรีษะ เพราะว่าหากสทองส่วนซีรีบรัมได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงอาจจะทำให้ ความจำเสื่อมได้
2. ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางสมอง โดยใช้วิธีต่างๆ เช่นฉีดวัคซีนป้องกันโรค
3. หลีกเลี่ยงยาชนิดต่างๆ ที่มีผลต่อสมองรวมทั้งยาเสพติด และเครื่องดื่มแอลกฮอล์
1.3 ระบบสืบพันธุ์
ระบบ สืบพันธุ์ เป็นระบบที่เกียวกับการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตให้มากขึ้นตามธรรมชาติ และ เป็นการทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป เพื่อให้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้
1.3.1 อวัยวะสือพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วย
- องคชาต (Penis) ลักษณะเป็นท่อนยาว อยู่ภายนอกร่างกายของเพศชาย ตรงบริเวณหัวหน่าวทำหน้าที่เป็นทางผ่านของปัสสาวะและน้ำกาม ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อฟองน้ำ (corpus cavernosum) 1 คู่ และท่อปัสสาวะบางส่วน กล้ามเนื้อลักษณะฟองน้ำ ทำหน้าที่ในการกักเก็บเลือด เมื่อมีอารมณ์ทางเพศทำให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต เพื่อให้สามารถสอดใส่องคชาตเข้าไปภายในช่องคลอดของเพศหญิง ที่ปลายองคชาติเป็นจุดรวมของเส้นประสาท ซึ่งไวต่อการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ซึ่งส่วนนี้เปรียบเทียบได้กับคลิตอริสของเพศหญิง
- อัณฑะ (testicles) ลักษณะเป็นถุงห้อยย้อยภายนอกร่างกาย 2 ถุง ภายในถุงประกอบไปด้วย
- หลอด สร้างตัวอสุจิ ขดอยู่ภายในถุงอัณฑะ ทำหน้าที่ สร้างตัวอสุจิ หรือ สเปิร์ม ที่อยู่ในน้ำอสุจิโดยเซลล์ของผิวภายในหลอดจะแบ่งเซลล์แบบ ไมโอซิส (Meiosis) เพื่อให้ได้เซลล์สืบพันธุ์ซึ่งมีโครโมโซมลดลงจาก 2n เหลือ n
- หลอดเก็บตัวอสุจิ ทำหน้าที่พักตัวอสุจิสะสมไว้ในอัณฑะ
- หลอดนำอสุจิ ทำหน้าที่นำอสุจิจากอัณฑะไปพบต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ และเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ
- ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal vesicle) ทำหน้าที่ สร้างอาหารแก่ตัวอสุจิ
- ต่อม ลูกหมาก (Prostate gland) ทำหน้าที่ สร้างสารที่เป็นเบสอย่างอ่อน เพื่อปรับความเป็นกรดเบสเมื่อผ่านเข้าภายในช่องคลอด และสารสีขาวเพื่อช่วยให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว เข้าไปในท่อปัสสาวะปนกับน้ำเลี้ยงอสุจิ
- ต่อมคาวเปอร์ (Cowper's gland) เป็นกระเปาะเล็กๆ อยู่ใต้ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะ สารนั้นมีลักษณะเป็นเมือก
1.3.2 อวัยวะสือพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วย รังไข่ ท่อนำรังไข่ มดลูก ช่องคลอด
อวัยวะเพศหญิง เป็นอวัยวะของสิ่งมีชีวิตเพศหญิง ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ต่อไป ประกอบด้วยโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในร่างกาย
เมื่อกล่าวถึงอวัยวะ เพศหญิง คนทั่วไปมักเข้าใจผิดนึกถึง อวัยวะเพศภายนอกซึ่งแท้จริงแล้ว อวัยวะเพศมีทั้งภายในและภายนอกและถ้ากล่าวให้ถูกแล้ว โครงสร้างหลักของอวัยวะเพศเพศหญิง ควรยกให้อวัยวะเพศภายใน เพราะเป็นบริเวณที่ผลิตเซลล์สืบพันธุ์ คือ ไข่ และให้กำเนิดทารก
1.3.3 การบำรุงรักษาระบบสืบพันธุ์
1. ดูแลร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ3ครั้ง
3. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
1.4 ระบบต่อมไร้ท่อ
1.4.1 ต่อมไร้ท่อในร่างกาย มี
ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland หรือ Hypophysis) เป็นต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุด ถ้าแบ่งต่อมใต้สมองเป็น 2 ส่วน จะได้ ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและส่วนหลัง
ต่อมใต้สมองส่วนหน้าสร้างและหลั่งฮอร์โมน 7 ชนิด คือ
1. ACTH( Adenocorticotropic hormone or Corticotropin) กระตุ้น การเจริญเติบโต สั่งเคราะห์ฮอร์โมนจากเลือกต่อมหมวกไต คือ ฮฮร์โมนคอร์ติ ซอล กระตุ้นการกระจายตัวของเมลานินใต้ผิวหนัง กระตุ้นการสลายตัวของ ไขมัน กระตุ้นการส่งผ่านกรดอะมิโนและกลูโคสที่กล้ามเนื้อ
2. MSH ควบคุมสีผิว
3.GH (Growth hormone) ควบคุมการเจริญเติบโตตามปกติของร่างกาย ลดการสะสมไขมัน รักษาระดับน้ำตาลกลูโคสให้คงที่
4.PRL กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมน้ำนม เพื่อสร้างและหลั่งน้ำนมในระหว่างเลี้ยงลูก
5.FSH กระตุ้น และควบคุมการเจริญเติบโตและสร้างฮอร์โมนเพศหญิงของรังไข่ การตก ไข่ (Ovalation) การสร้างเชื้ออสุจิในเพศชาย
6.LH กระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่กลังจากการกระตุ้นด้วย FSH ทำให้มีไข่สุกและมีการตกไข่
7. TSH หลั่ง มากตอนกลางคืนขณะหลับ ลดลงหลังตื่น กระตุ้นและควบคุมการทำงานของต่อม ไทรอยด์ โยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมให้มีการสร้างและการหลั่งฮอร์โมน จากต่อมคือ T3 และ T4 กระตุ้นการสลายไขมันจากเนื้อเยื่อไขมัน
อาจกล่าวได้ว่า ต่อมใต้สมองส่วนหน้ามีหน้าที่สำคัญในการกำหนดปริมาณฮอร์โมนของร่างกายหลายชนิดให้อยู่ในระดับพอเหมาะ
ต่อมใต้สมองส่วนหลัง
เป็น ที่เก็บและหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด คือ Oxytocin และ วาโสเพรสซิ น (Vasopressin antidiuretic hormone = ADH) ซึ่งสร้างจากเซลล์ประสาทใน ไฮโปธาลามัส
ต่อมไพเนียล (Pineal gland)
ต่อม ไพเนียลหรือต่อมเหนือสมอง (Epiphysis cerebri) ประกอบด้วย เซลล์ Pinealicyle เป็นแหล่งสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่ง เป็นสารพวก iodine ในคนพบว่า เมลาโทนินจะออกฤทธิ์กดการทำงาน ของ gonads โดยยับยั้งการสังเคราะห์ GnRH ที่ไฮโปธาลามัสหรือออกฤทธิ์ที่ พิทูอตารี่ กดการกลัง LH และ FSH หรือ มีผลโดยตรงต่อรังไข่ทำให้การเข้า สู้วัยรุ่นช้าลง (inhibiting the onset of puberty) ทำให้การเจริญ เติบโตเต็มที่ช้าลง
ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland) เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด
1.Folicular cell ประกอบ ด้วยถุงฟอลลิเคิล (follicle) กลมๆเล็กๆมากมาย แต่ละฟอลลิเคิลมีเยื่อบุชั้น เดียว เซลล์เหล่านี้จะเปลี่ยนรูปร่างได้และเป็นที่สร้างฮอร์โมนแล้วเก็บไว้ ในถุง ฟอลลิเคิล แล้วปล่อยสู่ระบบไหลเวียน โครงสร้างของฮอร์โมนเป็นอะมีน ฮอร์โมน มีลักษณะเป็นคอลลอยด์ เรียกว่า Thyroglobulin ฮอร์โมนที่สร้าง จากต่อมเป็น Thyroxine ซึ่งเป็นกดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยู่
2.Para follicular cell สร้าง ฮอร์โมน Thyrocalcitonin หรือเรียกว่า แคลซิโทนิน (Calcitonin) มีความ สำคัญในการรรักษาสมดุลของแคงเซียม ทำหน้าทีเป็นตัวยับยั้งการสลายตัว ของกระดูก
ต่อมพาราไทรอยด์ มีขนาด เล็ก แต่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในคนแก่ต่อมนี้จะเล็กลงโยทำให้เกิด การสลายกระดูก (bone resorption) และเพิ่มการดูดกลับของแคลเซียมที่ท่อ ไต เป็นการเพิ่มแคลเซียมในพลาสมา
ต่อมไทมัส (Thymus gland)
ต่อมไทมัสเป็นที่สร้างฮอร์โมนไทโมซิน (Thymocin) ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของ T-lymphocyte สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
หน้าที่และบทบาท
ฮอร์โมนไทโมซินทำหน้าที่สร้าง T-lymphocyte เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่เกี่ยวกับเซลล์ (Cellular immunity)
ต่อมหมวกไต (Adrenal or Suprarenal gland) เป็นต่อมคู่อยู่เหนือไต (Suprarenal gland)
ต่อมหมวกไตแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนนอกซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และส่วนในซึ่งมีขนาดเล็ก
ต่อมหมวกไตส่วนนอก (Adrenal cortex) แบ่งเป็น 3 ชั้น ตามลักษณะการเรียงตัวของเซลล์และหลอดเลือด คือ
1. ชั้นนอกสุด เรียก ว่า Zona glomerulosa สร้างและหลั่งฮอร์โมน พวก Mineralocorticoid ได้แก่ Aldosterone ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำและ เกลือแร่ในร่างกาย
2. ชั้นกลาง เรียก ว่า Zona fasciculate ให้สาร พวก glucocorticoid ได้แก่ Cortisol , Cortisone และ Corticosterone คอร์ ติซอลมีผลต่อร่างกายมากที่สุด ทำหน้าที่ควบคุม metabolism ของ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
ชั้นนอกและชั้นกลางจะเป็นสเตียรอยด์ฮอร์โมน ประกอบด้วยคาร์บอน 21 ตัว
3. ชั้นใน เรียก ว่า Zona reticularis ให้สารพวกฮอร์โมน เพศ (Sex hormone) ได้แก่ Astrogen, Progesterone และ Androgen ซึ่ง มีผลต่อกระบวนการสืบพันธุ์น้อยกว่าฮอร์โมนที่ได้จากรังไข่และอัณฑะ
ต่อมหมวกไตส่วนใน (Adrenal medulla) ทำ หน้าที่หลั่งฮอร์โมน Cathecolamine จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะ คับขัน เคร่งเครียด ตื่นเต้น ตกใจ กลัว หิว กระหาย เจ็บปวด หรือเมื่อ ออกกำลังกาย ต่อมนี้ทำหน้าที่สนับสนุนน่วมกับการทำงานของระบบประสาทซิมพาเท ติก Cathecolamine มี 2 ชนิด อีพิเนฟริน 85% และ นอร์อิพิเนฟริน 15%
1.4.2 การบำรุงรักษาระบบต่อมไร้ท่อ
1. เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ลดอาหารที่มีรสหวานจัด เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้
2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายทำให้ระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล
4. ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์มีผลต่อการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อบางต่อมให้ด้อยประสิทธิภาพลง
5. หลักเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ
6. พักผ่อนให้เพียงพอ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดในเชิงบวกมากๆ จะส่งผลไปที่ต่อมใต้สมองทำให้หลั่งฮอร์โมนที่ดีมีผลทำให้สุขภาพและสุขภาพจิต ดี
จัดทำโดย นางสาวเพ็ญรดี ม.6/4